Skip to toolbar

ยกเว้นภาษีเงินได้ 2 เท่า จากการจ้างแรงงานสูงอายุ

ใช้เวลาอ่าน 1 นาที

เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สำหรับประเทศไทยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ โดยในปี 2564 จากจำนวนประชากรสูงอายุที่มีมากกว่าประชากรวัยเด็ก ทำให้หลายธุรกิจเริ่มมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้ หนึ่งในนั้นก็คือ การจ้างแรงงานสูงอายุ ให้เข้ามาทำงานในบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ซึ่งทางภาครัฐเองก็ได้ใช้มาตรการด้านภาษีมาเป็นแรงกระตุ้นให้หน่วยงานภาคเอกชนจ้างแรงงานผู้สูงอายุเข้าทำงาน เพื่อช่วยสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีโอกาสได้ทำงานต่อ มีรายได้หลังเกษียณที่เพียงพอ นอกจากจะเป็นการสร้างงานให้เหล่าผู้สูงอายุมีรายได้เลี้ยงดูตัวเองแล้ว ด้านของผู้ประกอบการเองก็ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีในการยกเว้นภาษีเงินได้ ถึง 2 เท่าของค่าจ้างในการจ้างแรงงานผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน

 

| สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการจ้างแรงงานสูงอายุ

ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดครบถ้วน สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการหักรายจ่ายได้ถึง 2 เท่าของจำนวนค่าจ้างที่ใช้ในการจ้างผู้สูงอายุตามจริง แต่ต้องไม่เกิน 15,000 บาท

ดังนั้น ผู้ประกอบการที่จ้างแรงงานสูงอายุจะมีสิทธิหักรายจ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้สูงสุดถึง 30,000 บาท นั่นเอง

 

 

| คุณสมบัติของผู้สูงอายุที่ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้

  1. ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  2. เป็นลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ้างอยู่ก่อนแล้ว หรือ เป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการจัดหางาน
  3. ไม่เป็น และ ไม่เคยเป็น กรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือบริษัทในเครือก่อนเข้ามาทำงาน
  4. หากผู้สูงอายุทำงานในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหลายแห่งในเวลาเดียวกัน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่รับผู้สูงอายุเข้าทำงานเป็นที่แรก ถึงจะได้รับสิทธิหักรายจ่ายได้ 2 เท่า

 

| หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามในการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

  1. ลูกจ้างผู้สูงอายุต้องทำงานเต็มเดือน โดยต้องเป็นการจ้างอันเนื่องมาจากการจ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
  2. จำนวนลูกจ้างสูงอายุที่ผู้ประกอบการจะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ต้องมีจำนวนไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น
  3. ค่าตอบแทนในการจ้างผู้สูงอายุต้องมีจำนวนรายละไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน และหากเกิดกรณีที่มีการจ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกจ้างผู้สูงอายุในเดือนใดเดือนหนึ่ง เกินจำนวน 15,000 บาท เช่น 18,000 บาท/เดือน ผู้ประกอบการที่จ้างผู้สูงอายุนั้นเข้าทำงาน ไม่สามารถใช้สิทธิหักเป็นรายจ่าย 2 เท่าได้ (สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท) แต่ยังมีสิทธินำมาหักรายจ่ายในอัตราปกติได้ สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
  4. ผู้ประกอบการที่จ้างผู้สูงอายุเข้าทำงาน มีสิทธิหักรายจ่ายได้จำนวนร้อยละหนึ่งร้อย หรือ 2 เท่า ของ “รายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้สูงอายุ” คำว่า “รายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้สูงอายุ” ในที่นี้หมายถึง เงินเดือน ค่าจ้าง เงินที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สวัสดิการที่ให้แก่ลูกจ้าง แต่ไม่รวมถึงรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามที่กฎหมายกำหนดขึ้นโดยเฉพาะ เช่น เงินที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นต้น
  5. ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป โดยผู้ประกอบการดังกล่าวต้องจัดทำรายงานและแจ้งข้อมูลของผู้สูงอายุต่อกรมสรรพากร

 

ทั้งหมดนี้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีดีๆ ที่กรมสรรพากรมอบให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามกฎหมายนี้ นอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดภาษีแล้ว ยังเป็นการช่วยสร้างงานแก่ผู้สูงอายุที่มีความสามารถในการทำงานให้มีรายได้หลังเกษียณ พร้อมทั้งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย

 

ที่มา : ข้อมูลจาก dharmniti, smeone, thairath

Rating: 5.0/5. From 2 votes.
Please wait...
คุณได้ประโยชน์จากเนื้อหานี้หรือไม่ ?
30

คุณมีความเห็นว่า ...

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.