Skip to toolbar

รัฐเตรียมเก็บภาษีความเค็ม ผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบหรือไม่?

ใช้เวลาอ่าน 1 นาที

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 ภาครัฐได้กำหนดนโยบายการเก็บภาษีความหวานในรูปแบบขั้นบันได ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวลดส่วนประกอบของน้ำตาลในสินค้าของตนเองลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ล่าสุด กรมสรรพสามิตกำลังอยู่ในระหว่างการเร่งศึกษาร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการขยายฐานการจัดเก็บภาษีความเค็มจากสินค้าที่มีส่วนประกอบของเกลือหรือตามปริมาณโซเดียม เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในการบริโภคสินค้าที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

 

| เก็บภาษีเพื่อสุขภาพประชาชน

มาตรการลดการบริโภคเกลือโซเดียมในประเทศที่เจริญแล้ว

 

การเก็บภาษีความเค็มคือภาษีรูปแบบใหม่ที่ไทยยังไม่เคยมีการเรียกเก็บมาก่อน แต่ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นมีการจัดเก็บภาษีเช่นนี้อย่างเป็นระบบ เช่น ประเทศอังกฤษ รัฐบาลขอความร่วมมือให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารลดความเค็มในผลิตภัณฑ์ และยังกำหนดให้ติดฉลากอาหารบนสินค้า ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมของประชากรลดลงถึง 15% ในระหว่างปี 2544 – 2554 เช่นเดียวกับประเทศฟินแลนด์ รัฐบาลมีการกำหนดเป้าหมายชัดเจน พร้อมกับการรณรงค์ให้ติดฉลากเตือน มีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้การบริโภคเค็มของประชากรลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

| อาหารประเภทใดที่เข้าข่าย / ไม่เข้าข่ายภาษี

ปริมาณเกลือโซเดียมที่มีอยู่ในอาหารแต่ละชนิด

 

จากการศึกษาพบว่า อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่เข็ง อาหารปรุงสำเร็จ ปลากระป๋อง ซึ่งเป็นสินค้าประเภทที่กรมสรรพสามิตรเพ่งเล็งว่าจะเก็บภาษีความเค็มอย่างแน่นอน แต่ยังไม่มีการจัดเก็บภาษีความเค็มในสินค้าขนมขบเคี้ยวสำหรับเด็ก เนื่องจากมองว่าขนมเป็นอาหารที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันและประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้เอง ส่วนเครื่องปรุงรสที่มีความเค็ม เช่น นํ้าปลา เกลือ กะปิ น้ำบูดู ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส นั้นยังไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงร้านขายอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง หรือสินค้าชุมชน ก็ยังไม่เข้าข่ายที่จะเสียภาษีเช่นกัน

 

| ทางออกคือการปรับตัวเพื่อคงราคาไว้

เมื่อมีการเก็บภาษีความเค็มแล้ว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าในรายการที่มีปริมาณโซเดียมสูง ยิ่งมีโซเดียมมากจะยิ่งโดนภาษีความเค็มบวกมากยิ่งขึ้น ยิ่งส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ผู้บริโภคจะเกิดพฤติกรรมหลีกเหลี่ยงการบริโภคสินค้าที่ถูกเก็บภาษีความเค็มนั้นโดยอัตโนมัติ หรือหันไปบริโภคสินค้าที่มีราคาถูกและเป็นมิตรกับสุขภาพมากกว่า ซึ่งผู้ประกอบการสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นนี้ได้ โดยปรับปรุงสูตรการผลิตด้วยการลดปริมาณโซเดียม หรือลดความเค็มจากสินค้าที่ผลิตออกสู่ตลาด เพื่อคงราคาสินค้าไม่ให้สูงเพิ่มจากการเก็บภาษีความเค็ม สุดท้ายแล้วมาตรการนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่ดีต่อสุขภาพของคนไทยมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตรจะให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว 1-2 ปี ก่อนเริ่มมาตรการ รวมถึงอัตราภาษีที่ยังไม่ได้มีการกำหนดอย่างชัดเจน

สถิติการเจ็บป่วยจากการบริโภคเกลือโซเดียมของคนไทย

 

ฉะนั้นหากคุณเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ได้มีโรงงานผลิตสินค้าเชิงอุตสาหกรรม สามารถอุ่นได้ใจว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีความเค็มนี้ แต่หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่มีสายการผลิตเชิงอุตสาหกรรมหรือสินค้าที่เข้าข่ายเสียภาษีความเค็ม ก็ยังคงมีเวลาปรับสูตรสินค้าเพื่อลดปริมาณโซเดียมลง ทั้งนี้เพื่อสุขภาพคนไทยที่ดีขึ้นเทียบชั้นประเทศที่เจริญแล้วนั่นเอง

 

ที่มา : ภาพและข้อมูลบางส่วนจาก hfocus.org, thansettakij.com (16/10/62)

Rating: 5.0/5. From 5 votes.
Please wait...
คุณได้ประโยชน์จากเนื้อหานี้หรือไม่ ?
40

คุณมีความเห็นว่า ...

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.