ทำการตลาดจากมุมมองผู้บริโภค ด้วยหลัก 4C

ใช้เวลาอ่าน 1 นาที

หลายท่านคงเคยรู้จักกับหลักการตลาดแบบ 4P หรือ Marketing Mix 4P กันมาแล้ว ที่ประกอบด้วย P 4 ตัว คือ Product, Price, Place และ Promotion ที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ในปัจจุบัน หลักการตลาดแบบ 4P ถูกมองว่าอาจยังไม่ดีพอสำหรับยุคนี้แล้ว จึงได้มีหลักการตลาดรูปแบบใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน นั่นก็คือ หลักการตลาดแบบ 4C หรือ Marketing Mix 4C ที่ประกอบไปด้วย C 4 ตัว คือ Consumer, Costs, Convenience และ Communication ซึ่งเป็นหลักการตลาดที่เป็นด้านตรงข้ามกับหลักการตลาดแบบ 4P ตรงที่หลักการตลาดแบบ 4P เป็นหลักการตลาดที่มองจากมุมของผู้ขายสินค้าว่าจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า แต่หลักการตลาดแบบ 4C นั้นจะเปลี่ยนมุมมองจากผู้ขายเป็นมุมมองของผู้บริโภคว่าผู้บริโภคคิดอย่างไร และต้องการอะไรถึงเลือกซื้อสินค้านั้นๆ ก่อนผู้ขายจะผลิตสินค้าออกมา

 

 

โดยหลักการการตลาดแบบ 4C ประกอบไปด้วย

| Consumer (ความต้องการของผู้บริโภค)

จากแต่ก่อนที่ผู้ประกอบการมักจะผลิตสินค้าออกมาก่อนแล้วค่อยนำเสนอสินค้าแก่ผู้บริโภคทีหลัง แต่ในหลักการตลาดแบบ 4C นั้นแทนที่จะผลิตสินค้าออกมาก่อน ผู้ประกอบต้องคิดกลับกันแทนว่า จริงๆ แล้ว ผู้บริโภคต้องการอะไร เมื่อรู้คำตอบแล้ว ค่อยผลิตสินค้าออกมาตอบสนองความต้องการนั้นๆ ของผู้บริโภค หรือ ทางหนึ่งคือกำหนดกลุ่มเป้าหมายของสินค้าของเราให้ชัดเจนก่อนที่จะทำการมองหาสินค้า หรือผลิตสินค้าออกมา เพื่อให้สินค้าของเราตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด

 

| Cost (ค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพื่อแลกกับสินค้า)

ในมุมมองของผู้ประกอบการ การจะตั้งราคาสินค้าจะตั้งตามต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง แล้วจึงค่อยบวกกำไรเข้าไป แต่หากมองในมุมมองของผู้บริโภคแล้ว ผู้บริโภคไม่ได้สนใจว่าวัตถุดิบจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น หรือค่าขนส่งแพงขึ้น แต่ผู้บริโภคจะมองว่าเงินที่พวกเขาจะจ่ายนั้น มันคุ้มค่ากับสินค้าหรือไม่ ดังนั้น ให้เราลองวิเคราะห์กันดูก่อนว่า งบประมาณในการใช้จ่ายของกลุ่มผู้บริโภคเหล่านั้น มีงบประมาณเท่าไร เช่น หากกลุ่มเป้าหมายของเรา เป็นผู้ที่มีรายได้สูง เราก็สามารถคิดค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นได้ แต่หากรายได้ของผู้บริโภคอยู่ในระดับปานกลาง หรือระดับทั่วๆ ไป ก็อาจจะต้องตั้งค่าราคาต่ำลง เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า และคุณภาพสินค้าต้องเหมาะสมกับราคา หากมีราคาสูง เราก็ต้องใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงตามไปด้วย เพราะถ้าหากเราสามารถทำได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เรากำหนดไว้แล้ว แม้ว่าสินค้านั้นจะมีราคาสูง ผู้บริโภคก็ยังคงยินดีที่จะจ่ายเพื่อซื้อสินค้าของเราอยู่ดี

 

| Convenience (ความสะดวกสบายในการจับจ่าย)

เดิมทีมุมมองของผู้ประกอบการนั้นมักจะคำนึงถึงทำเลที่ดีก่อนเริ่มขายสินค้า แต่หากมองในมุมของผู้บริโภค ยิ่งในยุคออนไลน์แบบในปัจจุบันแล้วด้วยนั้น ผู้บริโภคก็มักจะเลือกความสะดวกสบายมากกว่าจะต้องออกเดินทางไปซื้อสินค้าด้วยตัวเอง ซึ่งหากเราสามารถเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า หรือเพิ่มบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคในการซื้อสินค้าของเราได้ง่ายมากขึ้น โอกาสในการขายของเราก็จะมากขึ้นเช่นกัน

 

| Communication (การสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ว่าสินค้านี้เหมาะสำหรับพวกเขา)

ในมุมมองของผู้บริโภคนั้น พวกเขาสนใจแค่ว่า สินค้าเหล่านั้นสามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้หรือไม่เท่านั้นเอง แต่ในหลายๆ ครั้ง ผู้บริโภค อาจจะยังไม่รู้ตัวว่า จริงๆ แล้วพวกเขาต้องการอะไร ดังนั้น ในฐานะที่เราเป็นผู้ขาย เราจึงจำเป็นต้องทำ Content หรือเนื้อหา เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยให้เหตุผลว่า ทำไมพวกเขาจึงเหมาะสมกับสินค้าของเรา และในขั้นตอนนี้เอง ก็จะมีการโต้ตอบกันระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อมีส่วนร่วมมากขึ้น หากเราในฐานะผู้ขายสามารถมัดใจลูกค้าเอาไว้ได้ ก็จะทำให้เรากลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในใจลูกค้า ที่ไม่ว่าเมื่อไรลูกค้าก็ต้องการซื้อสินค้า เราจะกลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ลูกค้านึกถึงทันที

 

ทั้งหมดนี้คือ หลักการตลาดแบบ 4C ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางการตลาดที่เปลี่ยนไป เป็นหลักการตลาดที่สามารถใช้ควบคู่ไปกับหลักการตลาดแบบ 4P ได้ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งถ้าเราเข้าใจหลักของ 4C แล้วก็จะสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาธุรกิจได้อีกมากมาย

 

ที่มา : ข้อมูลจาก greedisgoods.com, im2market.com, drpiyanan.com

Rating: 5.0/5. From 3 votes.
Please wait...
คุณได้ประโยชน์จากเนื้อหานี้หรือไม่ ?
30

คุณมีความเห็นว่า ...

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.