Skip to toolbar

การตลาด 2020 : แบรนด์และเทคโนโลยีเป็นใหญ่

ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

ภาวะการตลาดในช่วงนี้น่าจะท้าทายผู้ประกอบการหลากหลายแขนง ทั้งยากลำบากในการเจาะตลาดใหม่ การยืนหยัดในตลาดเดิม หรือแม้แต่การประคับประคองหรือสำรวจเรียนรู้เทคโนโลยีว่าควรนำมาปรับใช้เพิ่มหรือไม่อย่างไร สำหรับการตลาดในปีถัดไปนั้นจะมีปัจจัยหลายด้านรุมเร้า โดยเฉพาะยักษ์ชนยักษ์หรือชนกับภัยตนเองก็ดี

เพื่อต้อนรับปี 2020 เราจะมาอัปเดตการตลาดกันว่า ควรรับรู้อะไรบ้างที่มีอิทธิพลต่อการได้มาซึ่งการซื้อขายสินค้าและบริการ โดยในเทรนด์ที่กล่าวนี้จะเป็นภาพรวมกว้างๆ โดยไม่เจาะจงทวีปใดทวีปหนึ่งเป็นพิเศษ ซึ่งบางอย่างมีผลในไทย บางอย่างอาจจะยังไม่ปรากฏเด่นชัด โดยเทรนด์หลักมีอยู่ 6 ข้อ ดังนี้

 

 

| 1: Smart speaker หรือ Smart assistant

เทคโนโลยีขยับจากการรับรู้ตัวอักษร มาเป็นการอ่านข้อความออกเสียง ขยับมาเป็นการพูดออกมาได้ แยกแยะคำถามได้ ประกอบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น Amazon บริษัทอีคอมเมิร์ซในอเมริกา มี Amazon Alexa เป็นใหญ่ ทั้งบนสมาร์ทโฟนและบนลำโพงอัจฉริยะ (พูดชื่อ Alexa และคำถาม ระบบจะค้นหาคำตอบแล้วกล่าวออกมาผ่านทางลำโพง) และยังมีทั้ง Google assistant โดย Google หรือ Siri โดย Apple เข็นมาทั้งบนสารพัดอุปกรณ์

การทำการตลาดให้เอื้อกับสิ่งที่ผู้คนน่าจะนึกหรือถามถึง เช่น หา “โรมแรมห้าดาวในภูเก็ต” โดยการพูดให้ assistant ค้นคว้าให้แทนเราลงมือค้นคว้าเอง ในสหรัฐฯ ผู้คนสามารถพูด “ซื้อทิชชู่” แล้ว assistant จะหยิบสิ่งที่คาดการณ์ว่าตรงกับที่ผู้คนจากบัญชีผู้ใช้ (Account) ที่ระบบพอประเมินได้ว่าคนพูดน่าจะต้องการอะไร ต้องการอย่างไร

อย่างน้อยการมีตัวตนในโลกออนไลน์ในปัจจุบันและอนาคต จะเป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หากคุณมีธุรกิจของตัวเองด้วยแล้ว ดังเช่นที่เคยกล่าวเรื่องการมีตัวตนใน Google ที่ผ่านมา (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก…) ก็มีโอกาสสูงที่หากลูกค้าคนไทยถามอะไรใน Google assistant ระบบก็อาจจะหยิบชื่อร้านของคุณมาแสดงผลก็เป็นได้…

 

ภาพตัวอย่าง ลำโพงอัจฉริยะ (สีแดง) ที่นำมาแขวนผนังในบ้าน – สินค้าโดย Google

 

| 2: Virtual reality

Virtual reality เป็นเทคโนโลยีที่มีหลายวงการคอยปลุกปั้นกันมานานเป็นสิบๆ ปี จากที่ก่อนหน้านี้แทบไม่มีวี่แววว่าจะนำมาใช้ได้เลยเพราะยุ่งยาก ห่างไกลความเป็นจริง และแพง แต่ปัจจุบันนี้ก็เริ่มนำมาใช้กันแล้วเพราะความสามารถของอุปกรณ์ต่างๆ นั้นเกินกว่าที่คาดคิดจริงๆ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาผนวกไว้ เช่นในร้านเครื่องสำอางแห่งหนึ่ง ได้นำแท็บเล็ตที่มีกล้องให้ลูกค้าลองเครื่องสำอางบางประเภท แสดงผลเป็นภาพใบหน้าของลูกค้าเอง ประกบกับเครื่องสำอางที่พึงประสงค์ ไม่ต้องแชร์สินค้าตัวอย่างที่ยิ่งผ่านหลายมือก็ยิ่งส่งต่อเชื้อโรคได้ง่าย หรือต้องเช็ดล้างเพราะเทียบสีหลายเฉด

 

| 3: Wearable device

(อุปกรณ์ที่สวมใส่ได้หรือเพื่อใช้สวมใส่โดยเฉพาะ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์)

ความสามารถในการผลิตอุปกรณ์ที่ฉลาดขึ้น ใช้งานได้มากขึ้นในขนาดเท่าเดิมหรือเล็กลง ดั่งสมาร์ทวอตช์ (นาฬิกาที่เป็นประหนึ่งคอมพิวเตอร์ในตัว) ที่สามารถสื่อสารได้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าสมาร์ทโฟนในบางบริบท เมื่อผู้คนพึ่งพาอุปกรณ์พวกนี้มากขึ้น การทำการตลาดผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่พวกนี้จึงเป็นอะไรที่น่าสนใจ แต่ก็อาจจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์เหล่านี้ให้ดี เพื่อให้หาทางทำการตลาดได้ในโอกาสที่เหมาะสม

 

 

| 4: Investor branding

เมื่อกล่าวถึงแบรนด์ ส่วนใหญ่มักจะทำเพื่อขายลูกค้าหรือให้พนักงานนั้นอินกับองค์กรเป็นหลัก แต่มีการมองว่าสิ่งที่ควรขาย คือ ทำภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อขายนักลงทุนหรือผู้มีเงินทุน เพราะการมีแบรนด์ที่มีผู้คนกล้าลงทุนด้วย จะก่อให้เกิดความมั่นคงต่อการดำเนินกิจการหรือการขยับขยายโดยเฉพาะถ้าธุรกิจโตถึงขั้นจะทำ IPO (การเสนอขายหุ้นครั้งแรก) เพราะถ้าแบรนด์ธุรกิจนั้นไม่น่าเชื่อถือ การประเดิมลงตลาดหุ้นด้วยราคาต่ำกว่า อาจมีผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยส่งผลดีต่ออนาคต

 

| 5: Super Platform

(Platform = พื้นที่หรือระบบตรงกลาง ที่เชื่อมโยงสองกลุ่มคนที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างผู้ผลิต/ผู้ให้บริการและลูกค้า เป็นต้น)

เทคโนโลยีช่วยให้บริษัทที่เก่งนั้นสามารถสร้าง Platform เพื่อทำสายธุรกิจที่อาจฉีกแนวอย่างสิ้นเชิง เช่น แอปแชตที่แตกธุรกิจเป็นพื้นที่รวมเว็บข่าวพอลทัล, แอป TrueMoney Wallet ที่เป็นตัวกลางรับ-จ่ายเงินสดแล้วมีช่องทางโปรโมตร้านค้า ต่างๆ เหล่านี้ ยิ่งนานวันยิ่งเป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแรง และมีแววจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

 

| 6: Circular Economy

ในปี 2020 และต่อจากนี้ คำว่า “ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) จะเริ่มขยับใกล้ชิดเข้าไปทุกระยะๆ เนื่องจากเป็นแนวคิดต่อยอดจากปัญหาการผลาญทรัพยากรของมนุษย์เสียเอง โดยแนวคิดนี้เป็นการปรับการผลิตและบริโภคจากสิ่งที่มีอยู่ซ้ำอีก ไม่เพียงแค่ ‘รีไซเคิล’ แต่เป็นการ ‘อัปไซเคิล’ (Upcycling) เป็นการต่อยอดจากขยะ ให้มีมูลค่าและคุณประโยชน์สูงกว่าขยะ งดการสูญเปล่า

ภาพตัวอย่างแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน – ข้อมูลโดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

 

ยกตัวอย่างเช่น เช่น กรณี บาร์บีคิว พลาซ่า แยกขยะตะเกียบไม้มา แปรรูปอัดเป็นแผ่นไม้ไปทำเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะและเก้าอี้ ส่งมอบให้กับโรงเรียนในต่างจังหวัดที่ขาดแคลน ถือเป็นการต่อยอดชีวิตวัตถุดิบเดิม (ไม้) จากเป็นตะเกียบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเสียเปล่า กลายเป็นสิ่งของที่ใช้ได้ซ้ำๆ จนกว่าจะผุพังกันไป หรือการแยกขยะชีวมวล (เศษอาหาร เศษพืช) แล้วนำมาหมักรวมกัน กักเก็บสารมีเทนที่ปกติปล่อยเปล่าสร้างภาวะโลกร้อน ดักเก็บไปต่อกับเตาแก๊สใช้เป็นไฟหุงหาอาหาร (ไบโอแก๊ส) ได้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

 

เพราะนับวัน ลูกค้าจะมิได้แค่ฉลาดเลือกใช้เพียงอย่างเดียว แต่พวกเขานั้นมองการจับจ่ายเป็นวิถีชีวิตที่ไม่ใช่แค่ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน แต่ตอบโจทย์อันยิบย่อยและหลากหลายครอบคลุมตัวผู้ซื้อ ตัวพนักงาน ภาพรวมบริษัท/องค์กร ตลอดจนสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และโลกที่เราอาศัยอยู่ร่วมกันนั่นเอง

 

ที่มา : ข้อมูลจาก brandbuffet.in.th, จากการถอดบทสัมภาษณ์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / ภาพจาก freepik

Rating: 5.0/5. From 4 votes.
Please wait...
คุณได้ประโยชน์จากเนื้อหานี้หรือไม่ ?
50
1 Comment

คุณมีความเห็นว่า ...

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.